โรคไข้เลือดออก

นอกจาก Covid-19 ตอนนี้ยังมี โรคไข้เลือดออกเป็นโรคที่พบมาในประเทศไทยเขตร้อนชื้น

ระบาดมากในช่วงฤดูฝน เดือนมิถุนายนถึงเดือนสิงหาคม พาหะของโรค ได้แก่ ยุงลาย โรคไข้เลือดออกแบ่งได้เป็น 3 ระยะ ได้แก่

 

 

1.ระยะมีไข้สูง

จะมีอาการไข้สูงมากกว่า 39 – 40 °C ซึม หน้าแดง คอแดง พบจุดเลือดออกเล็กๆ มีผื่นแดงตามร่างกาย ซึม ปวดตามร่างกาย ปวดกระดูกและข้อ ปวดท้อง มีคลื่นไส้ อาเจียน รับประทานอาหารไม่ได้ ระยะไข้จะใช้เวลาประมาณ 5-7 วัน

** แม้ว่าบุตรของท่านไข้ลดลงแล้ว แต่ยังซึมและทานอาหารได้น้อยอยู่ ควรมาพบแพทย์ เพราะอาจมีอาการช็อกตามมาได้ **

2.ระยะช็อก

ผู้ป่วยจะมีอาการรุนแรงขึ้น มีเลือดออกมากขึ้น อาจพบอาเจียน ถ่ายสีดำ เส้นเลือดเปราะแตกง่าย ซีดบวม หายใจหอบ ปัสสาวะออกน้อย กระสับกระส่าย ซึมลง ตัวเย็นชื้น จะเกิดขึ้นช่วงไข้ลด 1-2 วันแรก

** ในระยะช็อก ผู้ป่วยควรนอนรักษาตัวในโรงพยาบาลเพื่อให้การรักษาพยาบาลอย่างใกล้ชิด ให้ผ่านนระยะช็อกด้วยความปลอดภัยอย่างน้อย 1- 2 วัน **

3.ระยะฟื้นไข้

อาจจะมีไข้ บวม ปัสสาวะออกมากขึ้น ท้องอืด รับประทานอาหารได้มากขึ้น มีผื่นแดงตามแขนขา คันตามร่างกาย ใช้ระยะเวลา 1-7 วัน

ความเสี่ยงของการติดเชื้อไข้เลือดออก ได้แก่

  1. พื้นที่อาศัยบริเวณเขตรร้อนชื้น มีน้ำขัง ปัจจุบันพบว่ายุงลายอาศัยอยู่ทั้งบริเวณน้ำดี และน้ำเสีย
  2. ยุงลายที่มีเชื้อไข้เลือดออก
  3. เชื้อไข้เลือดออกในผู้ป่วยที่เป็นไข้เลือดออกจะพบเชื้อมากที่สุด ในช่วงไข้สูง ดังนั้นถ้ายุงลายกัดผู้ป่วยระยะนี้ จะนำเชื้อที่มีเชื้อโรคไปแพร่กระจายต่อได้

การดูแลผู้ป่วยโรคไข้เลือดออก

  1. ให้การดูแลอย่างนุ่มนวล เพราะผู้ป่วยจะมีปัญหาเลือดเปราะแตกง่าย จะทำให้เกิดจุดจ้ำเลือดได้
  2. เมื่อมีไข้ควรจะเช็ดตัวลดไข้ ตลอดจนไข้ลดลง โดยใช้ผ้าชุบน้ำธรรมดาหรือน้ำอุ่นบิดหมาด วางบนบริเวณข้อพับ หน้าอก แผ่นหลัง หน้าผาก รักแร้ สลับกันไป
  3. ควรใช้ยาลดไข้ พาราเซตามอล ตามขนาดที่แพทย์แนะนำห่างกันอย่างน้อย 4-6 ชม.ห้ามให้ยาลดไข้แอสไพริน เพราะอาจมีฤทธิ์เป็นกรด จะกัดกระเพาะทำให้เลือดออกในกระเพาะอาหารได้
  4. ควรรับประทานอาหารอ่อนย่อยง่าย รสไม่จัด เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก งดอาหารสีดำ – แดง
  5. ควรดื่มน้ำผสมผงเกลือแร่ (ORS) หรือน้ำหวาน น้ำผลไม้
  6. ควรจัดท่านอนศีรษะสูง ให้พักผ่อนมากๆ จัดสิ่งแวดล้อมให้เงียบสงบ เหมาะแก่การพักผ่อน
  7. เมื่อมีอาการผิดปกติควรมาพบแพทย์ทันที
  8. กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย เช่น บริเวณที่มีน้ำขัง คร่ำน้ำทิ้ง ภาชนะรองรับน้ำควรมีฝาปิด ไม่ควรมีไม้ประดับที่ต้องแช่น้ำ ควรติดมุ้งลวด ใช้สมุนไพรไล่ยุง เป็นต้น

อาการที่ควรทราบ

  1. ไข้สูง
  2. ซึมลง
  3. คลื่นไส้ อาเจียน รับประทานอาหารน้อยลง
  4. ปวดท้อง แน่นท้อง ท้องอืด
  5. มีเลือดออกที่อวัยวะ ได้แก่ มีจุดขึ้นตามร่างกาย ถ่ายดำ อาเจียน
  6. กระสับกระส่าย
  7. หายใจหอบ

เชื้อโรคไข้เลือดออกเป็นเชื้อที่ยังไม่สามารถกำจัดได้หมดไปได้ เพราะยังมีแหล่งเพาะเชื้ออยู่มากมาย แต่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้ และรักษาเมื่อติดเชื้อได้โดยไม่ถึงแก่ชีวิต เมื่อบุตรหลานของท่านมีอาการข้างต้น ควรรีบนำมาพบแพทย์ เพื่อให้การรักษาและแก้ไขอย่างทันท่วงทีและได้รับการพยาบาลอย่างนุ่มนวลและใกล้ชิดจนกว่าจะถึงระยะปลอดภัย หากท่านมีความสงสัย ต้องการคำปรึกษาเกี่ยวกับระยะของโรค อาการ และแนวทางรักษา สามารถปรึกษาแพมย์ พยาบาลได้ตลอด 24ชม. การรักษาพยาบาลที่จำเป็นเมื่อนอนโรงพยาบาล

  1. การวัดชีพจรผู้ป่วยไข้เลือดออก จะมีอาการสูญเสียเลือดตามร่างกายต่างๆ ได้ง่าย ทำให้เกิดภาวะช็อกได้ ผู้ป่วยจะได้รับการวัดชีพจรบ่อย ตั้งแต่ 15 นาที ถึง 1-4 ชม. เพื่อช่วยระวังอาการและช่วยเหลือได้ทันที
  2. การเจาะเลือด มีความจำเป็นต้องเจาะเลือดเป็นระยะ ขึ้นกับอาการของโรคเพื่อตรวจดูความเข้มข้นของเลือด ความผิดปกติของเม็ดเลือด เกลือแร่ การทำงานของอวัยวะ เช่น ตับ ไต เพื่อให้การรักษาที่เหมาะสม
  3. การให้น้ำเกลือและเลือด เพื่อทดแทนสารน้ำและแร่ธาตุที่สูญเสียไป และรักษาภาวะช็อกจะใช้เวลาประมาณ 24 – 48 ชม. จนกว่าผู้ป่วยจะพ้นระยะช็อกและรับประทานอาหารได้ดีขึ้น
  4. การบันทึกน้ำดื่ม น้ำเกลือ และปัสสาวะ เป็นข้อมูลพื้นฐานประกอบการรักษา โดยผู้ป่วยระยะช็อกจะบันทุกประวัติต่อครั้ง หรือในบางรายที่สวนคาสายปัสสาวะจะบันทึกจำนวนปัสสาวะทุก 1 ชม. เพื่อให้การช่วยเหลือได้ทันที

หัตถการอื่นๆ จะทำในรายที่จำเป็น โดยแพทย์จะทำความเข้าใจกับผู้ป่วยและญาติก่อน หากต้องการรายละเอียดสามารถปรึกษาแพทย์ พยาบาลได้ตลอด

cr….nakum

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *